Innovative Wealth Solution Co., Ltd.
Leader of family and wealth solutions & one stop service provider
  •  info@wealthsolution.co.th
  •  (66)82-949-9266

เรื่องที่ต้องจัดการเมื่อจะออกจากงานประจำ (ตอนที่ 1)

เรื่องที่ต้องจัดการเมื่อจะออกจากงานประจำ (ตอนที่ 1)

การจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตอนที่ 1

 

 

ในปัจจุบันพบว่ามีพนักงานบริษัทจำนวนมากที่ตั้งอกตั้งใจทำงานกันอย่างหนัก เพราะต้องการเร่งเก็บเงินให้มากเพียงพอที่จะทำให้เกษียณตัวเองได้ตั้งแต่อายุยังน้อย หรือเพื่อออกไปทำตามความฝัน ทำธุรกิจ ท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งแนวคิดนี้ถือได้ว่าเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงทีเดียว

แต่เมื่อตัดสินใจออกจากงานแล้ว มีสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่มักจะถูกมองข้าม ละเลยไป ก็คือการจัดการกับสวัสดิการเมื่อครั้งเป็นพนักงานประจำ ซึ่งได้แก่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ ประกันสังคม

 

 

ทำไมถึงสำคัญ?


กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
 เป็นแหล่งเงินที่มีจำนวณเงินเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ทำงานมานาน หากไม่มีการจัดการที่ดี เมื่อลาออกไปแล้ว แทนที่จะได้เงินออกมาเป็นทุนตั้งต้นในการทำตามฝันหรือใช้ยามเกษียณหลักล้าน ก็อาจโดนภาษีกัดกินจนเหลือแค่หลักแสนก็ได้ และ สวัสดิการประกันสังคม ที่บางคนอาจมองว่ามีดีเฉพาะเรื่องเงินช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาล ลาออกไปแล้วก็จบกัน แต่จริง ๆ แล้วเรายังสามารถคงสิทธิ์ด้านสวัสดิการสุขภาพต่อไปได้ แถมยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีกมากมายที่หลายคนอาจยังไม่รู้ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ และวางแผนให้ดีไม่แพ้เรื่องอื่นๆ เลย

 

วันนี้เราจะเริ่มต้นที่วิธีการจัดการกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ provident fund ก่อนนะคะ

 

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นกองทุนภาคสมัครใจ เกิดจากการที่ลูกจ้างและนายจ้างตกลงร่วมกันสะสมเงินเข้าไปในกองทุน  โดยเงินก้อนนี้จะถูกเอาไปลงทุนตามนโยบายการลงทุนที่ลูกจ้างเป็นคนเลือก ผลตอบแทนที่ได้จะถูกทบกลับเข้าไปในกองทุน  เวลาผ่านไปเงินกองทุนก็โตขึ้นเรื่อย ๆ หากลูกจ้างทำงานต่อไปจนถึงเกษียณ สุดท้ายก็จะได้รับเงินก้อนนี้ทั้งหมดโดยไม่ถูกหักภาษีแม้แต่บาทเดียว

แต่ !!! เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะลาออกก่อนถึงเวลานั้น เงินที่ได้จะต้องเสียภาษีเยอะแค่ไหน แล้วจะจัดการยังไง มาดูเลยค่ะ

 


วิธีจัดการกองทุนมีอยู่ 3 วิธี คือ


วิธีที่ 1 คงเงินกองทุนไว้ก่อน

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่ได้มีข้อบังคับว่าจะต้องลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุนในปีเดียวกันกับที่ลาออกจากงาน ดังนั้นเราจึงสามารถคงสถานะการเป็นสมาชิกต่อไปได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมในการคงเงินไว้ 500 บาทต่อปี

วิธีนี้ เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าหากลาออกไปแล้ว จะเปลี่ยนใจกลับมาทำงานประจำอีกหรือไม่

เพราะหากเปลี่ยนใจกลับเข้าทำงานในบริษัทอีกครั้ง การคงเงินไว้จะทำให้สามารถโอนเงินจากกองทุนเดิมไปยังกองทุนใหม่ในบริษัทใหม่ได้เลย โดยไม่ต้องเสียภาษี และไม่ต้องนับเวลาการเป็นสมาชิกกองทุนใหม่ นับต่อเนื่องได้เลย

อย่างไรก็ตามแต่ละกองทุนจะมีข้อกำหนดเรื่องระยะเวลาในการคงเงินไว้ไม่เหมือนกัน บางกองสั้นบางกองยาว ดังนั้นต้องเข้าไปอ่านรายละเอียดของกองทุนที่เราเป็นสมาชิกอยู่ให้ชัดเจน

และเมื่อไหร่ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่กลับเข้าไปทำงานประจำอีก ก็ไปดูวิธีที่ 2 และ 3 ต่อได้ค่ะ


วิธีที่ 2 ลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุน

วิธีนี้ เหมาะสำหรับคนที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินจากกองทุนในการต่อยอดทำกิจกรรมบางอย่าง

เมื่อลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุน เราก็จะได้เงิน "ทั้งหมด" ออกมาใช้ทันที (ไม่สามารถทยอยถอนบางส่วนได้) โดยเงินทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นเงินได้ ดังนั้นจะต้องโดนเรื่องภาษีแน่นอน อย่างไรก็ตามมาดูวิธีการจัดการให้เกิดภาระภาษีน้อยที่สุดกันค่ะ

  1. เลือกปีที่จะลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุน

“ลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุนในปีไหน เงินที่ได้รับจากกองทุนจะกลายเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีในปีนั้น”

เราสามารถใช้ประโยชน์จากประโยคนี้ บวกกับความสามารถในการคงเงินกองทุน มาช่วยในการบริหารภาษีได้ เช่น หากคาดว่าในปีถัดไปหลังจากปีที่ลาออก จะเป็นปีที่มีภาระภาษีน้อยเนื่องจากอาจจะยังไม่มีรายได้อื่นหรือมีน้อยมาก ก็สามารถใช้วิธีขอคงเงินไว้กับกองทุนก่อน แล้วค่อยลาออกจากสมาชิกกองทุนในปีถัดไป จะทำให้เกิดประโยชน์ทางภาษีมากกว่าการลาออกทั้งงานทั้งสมาชิกกองทุนพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม ต้องดูเรื่องข้อกำหนดเรื่องระยะเวลาในการคงเงินกองทุนด้วย บางกองทุนอาจจะไม่อนุญาติให้คงเงินไว้ได้นานจนถึงปีภาษีถัดไปก็ได้ หรือหากจำเป็นต้องใช้เงินจากกองทุนอย่างเร่งด่วน การชะลอการลาออกจากสมาชิกกองทุนก็อาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม

  

  1. เลือกการยื่นภาษีแบบใช้หรือไม่ใช้ใบแนบ




โดยปกติเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะมีอยู่สี่ส่วนดังรูป ในการคิดภาษี เงินส่วนแรกคือเงินสะสมจากลูกจ้างจะถูกยกเว้นให้ไม่ต้องนำมาคิดภาษี ส่วนอีกสามส่วนที่เหลือ จะถูกนำมาคิดทั้งหมด

 

วิธีคำนวณภาษีมี 2 แบบตามภาพ




ก่อนอื่นต้องดูว่า เราเป็นสมาชิกกองทุนถึง 5 ปีแล้วหรือยัง ถ้ายังต้องเอาเงินสามส่วนดังกล่าวไปคิดรวมเสียภาษีกับเงินได้อื่น ๆ (วิธีที่ 1.) แต่ถ้าถึงแล้ว จะมีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะเอาไปคิดรวม หรือคิดแยกออกมาแบบใช้ใบแนบก็ได้ (วิธีที่ 1. หรือ วิธีที่ 2.)

 

ซึ่งวิธีการคิดทั้งสองแบบจะมีการคำนวณค่าใช้จ่ายที่ต่างกัน ตามรูป

    

  

จะเห็นว่า ข้อดีของการคิดแยกแบบใช้ใบแนบคือ การคำนวณภาษีจะมีความสัมพันธ์กับจำนวนปีที่เป็นสมาชิก คิดง่าย ๆ ก็คือ ยิ่งเราเป็นสมาชิกกองทุนนานเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายจะยิ่งสูง และเมื่อค่าใช้จ่ายสูง เงินได้สุทธิสำหรับนำไปคำนวณภาษีก็ยิ่งน้อย วิธีนี้จึงเหมาะกับคนที่ทำงานมานาน

 

อย่างไรก็ตามวิธีการคิดแยกแบบใช้ใบแนบ เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก จะไม่ถูกยกเว้นในการคิดภาษี ดังนั้นในทางปฏิบัติแนะนำให้คิดไปก่อนทั้งสองแบบ แล้วดูว่าแบบไหนทำให้ภาระภาษีน้อยกว่าก็ค่อยเลือกวิธีนั้น

 

วิธีที่ วิธีสุดท้ายในการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นวิธีที่เพิ่งมีผลใช้มาไม่นานและน่าสนใจมาก โปรดติดตามต่อในตอนหน้านะคะ

 


Tags: การเงิน, วางแผนการเงิน, วางแผนเกษียณ, การลงทุน, ภาษี, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, provident fund, ไลฟ์สไตล์

ย้อนกลับ
Make appointment with our planner

Make appointment with our planner

Contact and make an appointment with our professional financial planner who can assist you and answer all your questions with just a few click here.

Professional financial planners with international certification.

Professional financial planners with international certification.

CFP - Certified Financial Planner
Certified Financial Planner
IARFC - International Association of Registered Financial Consultants
International Association of Registered Financial Consultants
FChFP - Fellow Chartered Financial Practitioner
Fellow Chartered Financial Practitioner